การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ กระทบค่าเงินเฟ้ออย่างไร?

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ กระทบค่าเงินเฟ้ออย่างไร?

การประชุมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยล่าสุดนั้น จะมีผลเริ่มการบังคับใช้ในวันที่
1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป ซึ่งจากเดิมค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทยอยู่ในRate 335-336 บาท/วัน และจะมีการปรับเพิ่มเป็น 354 บาท/วัน ในตุลาคมนี้

ซึ่งถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะเท่ากับร้อยละ 3-7 % ในรอบ 2 ปีของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เราพบว่าประเทศไทยมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาตลอด ยิ่งในปี 2555 ถึง 2556 การปรับค่าแรงขั้นต่ำนั้น กระโดดขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันทั่วประเทศ คือ 300 บาท/วัน ขณะที่ดัชนีเงินเฟ้อการปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 6.3% ดัชนีอาหารสำเร็จรูปปรับเพิ่มอยู่ที่ 14% การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละครั้งค่อนข้างมีความแตกต่างกัน ซึ่งการปรับค่าแรงขั้นต่ำล่าสุดคือปี 2562 หลังจากการไม่ได้มีการปรับขึ้นเป็นเวลาถึง 2 ปี เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก (โควิด-19) ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก ผู้คนได้รับผลกระทบไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง หรือแม้กระทั่งผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจและการจ้างแรงงานได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดความแตกต่างจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำต่างจากในปี 2555 ค่อนข้างสูง ในอดีตช่วงปี 2555 เศรษฐกิจไทยเติบโตที่ 6.4% และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ที่ 3.02% ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันในปี 2565 อัตราเงินเฟ้อก้าวกระโดดมาอยู่ที่ 7.61% ส่งผลให้ค่าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกราวๆ 0.4-0.5% อย่างไรก็ดีเชื่อว่าผลกระทบจะส่งผ่านเรื่องต้นทุน+ค่าแรงจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงปีหน้า ยิ่งธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตร ค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร ก่อสร้าง ที่ต้องการพึ่งพาแรงงานในสัดส่วนสูงคาดว่าได้รับผลกระทบเชิงลบแน่นอน กลุ่มร้านอาหาร (กระทบกำไรลดลงราว 10%) กลุ่มขนส่งพัสดุ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (กระทบกำไรลดลงราว 6-12%) คาดว่าเงินเฟ้อไทยจะเพิ่มขึ้นในอัตรา 2.5-3.0% ในปีหน้าแน่นอน และอาจฉุดกำไรจากบริษัทต่าง ๆ ในปี 2566 ลดลงราว ๆอีก  2-5%

จากการวิเคราะห์ผลกระทบค่าเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ส่งผลดังนี้

กลุ่มก่อสร้าง คิดว่าน่าจะมีผลกระทบเชิงลบมากที่สุด ประมาณการลดลงของกำไรในปี 2566 จะโดนผลกระทบประมาณ 3-8%

กลุ่มการท่องเที่ยว คิดว่าน่าจะมีผลกระทบเชิงลบมากที่สุดประมาณ 6-55% การปรับขึ้นราคาขายถือว่าอยู่ในระดับกลาง

ส่วนกลุ่มอื่นๆ เช่นกลุ่มการแพทย์ คิดว่าน่าจะมีผลกระทบเชิงลบมากที่สุดประมาณ 2-14% กลุ่มนี้สามารถปรับเพิ่มราคาขาย หรือบริการได้ เพราะถือว่าเป็นสินค้าจำเป็น

ส่วนกลุ่มธุรกิจการเงินหรือการค้าขายแบบปลีก คาดว่ากำลังการซื้อขายจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากกลุ่มธุรกิจทั้งสองนี้พึ่งพากลุ่มแรงงานขั้นต่ำน้อยหรือในสัดส่วนที่ไม่มาก จึงคิดว่าน่าจะมีผลกระทบเชิงบวกเพราะได้แนวโน้มมาจากกลุ่มลูกค้าแรงงานขั้นต่ำ ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต่ำเช่นเดียวกัน..!!